การบริการให้คำปรึกษา

หน่วยตรวจสอบภายในพร้อมให้คำปรึกษาแก่หน่วยงานต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัย เพื่อสนับสนุนให้การดำเนินงานเป็นไปตามระเบียบอย่างมีประสิทธิภาพ ท่านสามารถส่งคำถามผ่านระบบด้านล่าง เจ้าหน้าที่จะพิจารณาและเผยแพร่คำตอบเพื่อเป็นประโยชน์ร่วมกัน

ส่งคำถาม / ขอคำปรึกษา

คำถามที่พบบ่อย (ตอบแล้ว)

Qครุภัณฑ์หรืออุปกรณ์เฉพาะทางที่จัดซื้อด้วยเงินทุนวิจัย เมื่อโครงการสิ้นสุดลงและแหล่งทุนไม่ได้เรียกคืน หน่วยงานต้องมีขั้นตอนลงทะเบียนคุมทรัพย์สินและส่งมอบเข้าเป็นพัสดุของมหาวิทยาลัยอย่างไรให้ถูกต้องตามระเบียบพัสดุ?

ครุภัณฑ์หรืออุปกรณ์เฉพาะทางที่จัดซื้อด้วยเงินทุนวิจัย เมื่อโครงการสิ้นสุดลงและแหล่งทุนไม่ได้เรียกคืน หน่วยงานต้องมีขั้นตอนลงทะเบียนคุมทรัพย์สินและส่งมอบเข้าเป็นพัสดุของมหาวิทยาลัยอย่างไรให้ถูกต้องตามระเบียบพัสดุ?

A
ประเด็นเรื่อง "การบริหารจัดการทรัพย์สิน/ครุภัณฑ์ที่ได้จากเงินทุนวิจัยหลังสิ้นสุดโครงการ" ถือเป็นจุดควบคุมสำคัญ (Key Control Point) ที่ทั้ง หน่วยตรวจสอบภายใน และ สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ให้ความสำคัญสูงมาก เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้าน ทรัพย์สินตกหล่น สูญหาย หรือถูกนำไปใช้ประโยชน์ส่วนบุคคลโดยไม่มีการควบคุม แนวทางการปฏิบัติและขั้นตอนการควบคุมภายในที่ถูกต้อง รัดกุม และสอดคล้องกับระเบียบพัสดุ มีรายละเอียดดังนี้
  1. วงจรขั้นตอนการดำเนินงาน (Standard Operational Steps)
   1) สอบทานเงื่อนไขสัญญาโครงการและกรรมสิทธิ์ (Contract & Ownership Verification):ต้องทำทันทีเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาโครงการตามสัญญา ตรวจสอบข้อกำหนดในสัญญารับทุน (Grant Agreement) หรือบันทึกข้อตกลง (MOU) ให้ชัดเจน:
  • ตรวจสอบว่ามีเงื่อนไขให้ส่งมอบทรัพย์สินคืนแก่ผู้ให้ทุนหรือไม่
  • หากสัญญาระบุว่า “ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของมหาวิทยาลัย/ผู้รับทุน” หรือ “แหล่งทุนไม่มีเงื่อนไขเรียกคืน” ให้รวบรวมเอกสารสัญญาและรายงานปิดโครงการ (Final Report) ไว้เป็นหลักฐานประกอบการโอนกรรมสิทธิ์
    2) จัดทำบัญชีคุมและสำรวจตรวจนับพัสดุจริง (Physical Asset Verification & Log):หัวหน้าโครงการ  ร่วมกับเจ้าหน้าที่พัสดุภาควิชา/หน่วยงาน
  • รวบรวมรายการครุภัณฑ์ อุปกรณ์เฉพาะทาง และซอฟต์แวร์ลิขสิทธิ์ทั้งหมดที่จัดซื้อภายใต้เงินทุนโครงการ
  • ตรวจนับสภาพจริง (Physical Inspection) ตรวจสอบความสมบูรณ์ พร้อมใช้งาน และระบุ Serial Number / Model / ตำแหน่งที่ติดตั้งใช้งานจริง (Location/Room No.)
  • จัดทำ “บัญชีรายละเอียดครุภัณฑ์โครงการวิจัยที่ประสงค์ส่งมอบเข้ามหาวิทยาลัย” แนบพร้อมภาพถ่ายปัจจุบัน
   3) จัดส่งเอกสารประกอบการจัดหาให้งานพัสดุ (Documentary Handover):เอกสารทางบัญชีและหลักฐานการจัดซื้อ รวบรวมและส่งมอบชุดเอกสารต้นทุนให้แก่งานพัสดุของหน่วยงาน/ส่วนกลาง:
  • สำเนาใบสั่งซื้อสั่งจ้าง (PO) / ใบส่งมอบงาน / ใบเสร็จรับเงิน / ใบกำกับภาษี
  • เอกสารการตรวจรับพัสดุเดิมของโครงการ
  • คู่มือการใช้งาน / ใบรับประกัน (Warranty Card) / สัญญาบำรุงรักษา (ถ้ามี)
   4) บันทึกขึ้นทะเบียนทะเบียนคุมทรัพย์สินและติดรหัสครุภัณฑ์ (Asset Registration & Tagging):งานพัสดุหน่วยงานร่วมกับพัสดุส่วนกลาง
  • บันทึกข้อมูลทรัพย์สินเข้าสู่ ระบบทะเบียนทรัพย์สินถาวรของมหาวิทยาลัย โดยระบุประเภทพัสดุ แหล่งเงินที่ได้มา (เงินอุดหนุนการวิจัย) และมูลค่าต้นทุนเริ่มแรก (Historical Cost)
  • ออกรหัสเลขที่ครุภัณฑ์ของมหาวิทยาลัย และ ติดแถบรหัส/ป้ายครุภัณฑ์ (Asset Tag / Barcode / QR Code) บนตัวอุปกรณ์จริงทันที
   5) ส่งมอบความรับผิดชอบและการถือครอง (Custodianship Transfer):จัดทำบันทึกข้อความและใบโอนย้ายทรัพย์สิน
  • หัวหน้าโครงการวิจัยทำบันทึกข้อความส่งมอบการครอบครองพัสดุให้แก่หัวหน้าหน่วยงาน (เช่น หัวหน้าภาควิชา / คณบดี / ผู้อำนวยการสถาบัน)
  • กำหนด “ผู้รับผิดชอบดูแลรักษาพัสดุ (Custodian)” หรือห้องปฏิบัติการกลางที่จะนำอุปกรณ์ดังกล่าวไปใช้ประโยชน์ต่อยอดทางการศึกษาหรืองานวิจัยส่วนรวมอย่างชัดเจน
  1. จุดเสี่ยงและข้อตรวจพบยอดฮิตที่ผู้ตรวจสอบภายในมักพบ (Common Audit Findings)
จุดตรวจพบที่พบบ่อย (Audit Findings) ความเสี่ยงที่เกิดขึ้น (Risk Implications) มาตรการควบคุมที่ผู้ตรวจสอบแนะนำ (Recommended Controls)
1. โครงการปิดแล้ว แต่ครุภัณฑ์ยังไม่ขึ้นทะเบียน พัสดุตกสำรวจ ไม่อยู่ในงบดุลของมหาวิทยาลัย เสี่ยงต่อการสูญหายเมื่อเวลาผ่านไป กำหนดเงื่อนไขใน Checklist การปิดโครงการ (Project Clearance) ว่าจะปิดบัญชีโครงการได้ก็ต่อเมื่อมีใบรับรองการขึ้นทะเบียนพัสดุแล้วเท่านั้น
2. ต้นทุนการได้มาไม่สมบูรณ์ ไม่ได้รวมค่าติดตั้ง ค่าขนส่ง หรืออุปกรณ์เสริมเข้าเป็นมูลค่าครุภัณฑ์ ทำให้มูลค่าทางบัญชีคลาดเคลื่อน ให้คิดมูลค่าตามมาตรฐานการบัญชีภาครัฐ โดยรวมค่าใช้จ่ายที่จำเป็นเพื่อให้ทรัพย์สินพร้อมใช้งานเข้าเป็นมูลค่าตั้งต้น
3. ขาดการระบุผู้รับผิดชอบดูแลต่อ เครื่องมือเฉพาะทางราคาแพงถูกทิ้งไว้ในห้องแล็บโดยไม่มีการบำรุงรักษา เสื่อมสภาพเร็ว หัวหน้าภาควิชาต้องลงนามมอบหมายผู้ดูแลประจำห้องปฏิบัติการ และบันทึกลงในระบบทะเบียนทรัพย์สิน
4. อุปกรณ์ยังถูกถือครองเสมือนเป็นของส่วนตัว นักวิจัยเก็บไว้ในห้องพักส่วนตัว บุคลากรอื่นไม่สามารถเข้าถึงหรือใช้ประโยชน์ร่วมกันได้ กำหนดแนวทางการแบ่งปันการใช้งาน (Shared Facilities Policy) สำหรับเครื่องมือวิจัยที่ได้จากเงินทุนส่วนรวม
  1. คำแนะนำสรุปสำหรับหน่วยงาน (Auditor's Final Recommendation)
เพื่อให้กระบวนการตรวจรับและส่งมอบเป็นไปอย่างราบรื่นและพร้อมรับการตรวจสอบจาก สตง. และ หน่วยตรวจสอบภายใน:
  • จัดทำเป็น "ใบส่งมอบ-รับมอบทรัพย์สินโครงการวิจัย" ที่เป็นทางการ โดยมีลายมือชื่อครบทั้ง 3 ฝ่าย ได้แก่ หัวหน้าโครงการวิจัย (ผู้ส่งมอบ), เจ้าหน้าที่พัสดุ (ผู้ตรวจสอบและขึ้นทะเบียน) และ หัวหน้าหน่วยงาน/ผู้รับมอบดูแล (Custodian)
  • เก็บสำเนาหลักฐานไว้ที่หน่วยงานอย่างน้อย 5–10 ปี เผื่อกรณีแหล่งทุนภายนอกหรือผู้สอบบัญชีภายนอกขอเรียกดูย้อนหลัง
 
Qความต่อเนื่องเมื่อระบบเปลี่ยน (System Change & Emerging Risk) เมื่อหน่วยงานปรับไปใช้ระบบดิจิทัล/Cloud ความเสี่ยงด้านความถูกต้องของข้อมูลเปลี่ยนไปอย่างไร การควบคุมภายในเดิมยังครอบคลุมไหม และตรวจสอบภายในต้องทดสอบการควบคุมอะไรเพิ่มขึ้น?

ความต่อเนื่องเมื่อระบบเปลี่ยน (System Change & Emerging Risk) เมื่อหน่วยงานปรับไปใช้ระบบดิจิทัล/Cloud ความเสี่ยงด้านความถูกต้องของข้อมูลเปลี่ยนไปอย่างไร การควบคุมภายในเดิมยังครอบคลุมไหม และตรวจสอบภายในต้องทดสอบการควบคุมอะไรเพิ่มขึ้น?

A
เมื่อหน่วยงานเปลี่ยนผ่านระบบสู่ดิจิทัลและ Cloud (Cloud Migration & Digital Transformation) บริบทของความเสี่ยงและการควบคุมภายในจะเปลี่ยนจาก "Manual & Paper-based Controls" ไปสู่ "Automated Controls & Shared Responsibility Model" อย่างสิ้นเชิง โดยสรุปเป็น 3 มิติหลัก ดังนี้
  1. ความเสี่ยงด้านความถูกต้องของข้อมูลเปลี่ยนไปอย่างไร? (Evolving Data Integrity Risks)
เดิมทีความถูกต้องของข้อมูล (Data Integrity) มักขึ้นอยู่กับความผิดพลาดของมนุษย์ (Human Errors) หรือการปลอมแปลงเอกสารกระดาษ แต่เมื่อเข้าสู่ระบบดิจิทัล/Cloud ความเสี่ยงจะเปลี่ยนรูปแบบเป็น
  • Data Ingestion & Pipeline Failure: การดึงข้อมูลจากหลายแหล่ง (เช่น ระบบย่อย ข้ามไปยัง Data Lake/Cloud Platform) อาจเกิดข้อผิดพลาดในการ Transform หรือ Sync ข้อมูลตกหล่น (Data Incompleteness) หรือข้อมูลซ้ำซ้อน (Duplication)
  • Shadow IT & Data Silos: หน่วยงานอาจนำข้อมูลไปประมวลผลต่อบน Cloud Application ภายนอกหรือ Google Sheets/Excel ที่ไม่ได้ควบคุม ทำให้เกิด "ข้อมูลคนละชุด (Single Source of Truth หายไป)"
  • Unauthorized Direct Data Modification: ความเสี่ยงจากการแก้ไขข้อมูลโดยตรงในระดับ Database หรือ Backend ผ่าน API โดยไม่มี System Log บันทึกไว้
  • Data Processing Layer Issues: ในสถาปัตยกรรมข้อมูลสมัยใหม่ (เช่น Medallion Architecture: Bronze  Silver  Gold) หาก Business Logic หรือ Data Cleansing ในแต่ละ Layer ผิดพลาด จะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อรายงานและ Dashboard ของผู้บริหาร
  1. การควบคุมภายในเดิมยังครอบคลุมไหม? (Control Coverage & Gaps)
คำตอบสั้น ๆ: "ไม่ครอบคลุม" และหากพึ่งพาการควบคุมเดิม จะเกิด Control Blind Spots ทันที
  • การตรวจดูเอกสาร (Documentary Check) ใช้ไม่ได้ผล: การดูตราประทับหรือลายเซ็นกระดาษไม่สามารถยืนยันความถูกต้องของชุดข้อมูลในระบบ Cloud ได้
  • กรอบความรับผิดชอบเปลี่ยน (Shared Responsibility Model): หน่วยงานมักเข้าใจผิดว่า “ย้ายขึ้น Cloud แล้ว ผู้ให้บริการ (Cloud Provider) ดูแลความปลอดภัยและความถูกต้องทั้งหมด” แต่ในความเป็นจริง Cloud Provider ดูแลเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน (Security OF the Cloud) ส่วน ความถูกต้อง การเข้าถึง และการตั้งค่าข้อมูล (Security & Governance IN the Cloud) ยังคงเป็นความรับผิดชอบของหน่วยงาน
  • การแบ่งแยกหน้าที่แบบกายภาพหมดไป: การแบ่งงานที่เคยแยกโต๊ะ/แยกแฟ้ม ต้องเปลี่ยนมาเป็นการควบคุมผ่าน Role-Based Access Control (RBAC) และ Least Privilege Principle ในระบบดิจิทัล
  1. ผู้ตรวจสอบภายในต้องทดสอบการควบคุมอะไรเพิ่มขึ้น? (Audit Testing Focus)
ผู้ตรวจสอบภายในต้องยกระดับการตรวจจาก Manual Compliance ไปสู่ IT General Controls (ITGC) และ Automated Application Controls (ITAC) โดยมีจุดทดสอบสำคัญดังนี้

มิติการตรวจสอบ

ประเด็นและจุดควบคุมที่ต้องทดสอบ (Audit Testing Procedures)

1. Identity & Access Governance • ตรวจสอบการตั้งค่าสิทธิ์ (Access Matrix) ตามหลัก Least Privilege และการแบ่งแยกหน้าที่ (SoD) ในระบบ • ทดสอบการบังคับใช้ Multi-Factor Authentication (MFA) และการปิดสิทธิ์พนักงานที่ลาออก/เปลี่ยนหน้าที่ทันที (Timely Deprovisioning)
2. Interface & Data Pipeline Controls • ทดสอบการกระทบยอดข้อมูลอัตโนมัติ (Automated Reconciliation / Hash Validation / Record Count) ระหว่างระบบต้นทาง (Source) และปลายทาง (Target/Cloud Platform) • ตรวจสอบกระบวนการ Data Pipeline Error Handling ว่าเมื่อข้อมูลเข้าไม่ครบ ระบบมีการแจ้งเตือน (Alert) และ Retry อย่างไร
3. Automated Input & Processing Controls • ทดสอบการดักจับข้อผิดพลาดที่หน้ากรอกข้อมูล (Field Validations, Format Checks, Business Logic Rules) • ทดสอบความถูกต้องของสูตร/Algorithm ที่ระบบคำนวณอัตโนมัติ (Automated Calculations)
4. Audit Trail & Log Immutability • ตรวจสอบว่าระบบมีการบันทึก System Logs และ Change Logs (ใคร ทำอะไร เมื่อไหร่ ค่าเดิมเป็นอะไร) • ทดสอบว่า Log ถูกจัดเก็บในพื้นที่ที่ปลอดภัย ป้องกันการแก้ไขหรือลบโดย Admin (Write-Once / Protected Log Storage)
5. Change Management & Cloud Configuration • ตรวจสอบการควบคุมการแก้ไข Code / Config บน Cloud ว่ามีการผ่านขั้นตอนทดสอบ (UAT) และแยกสภาพแวดล้อม Development/Production ชัดเจน • ตรวจสอบการตั้งค่าความปลอดภัยของ Cloud Storage (เช่น ป้องกัน Public Access โดยไม่ได้ตั้งใจ)
Qการแบ่งแยกหน้าที่ (Segregation of Duties) ด้านการจัดซื้อจัดจ้าง หากหน่วยงานมีบุคลากรจำกัดจนผู้ขอซื้อเป็นผู้ตรวจรับพัสดุเอง ก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านความโปร่งใส เราจะมีระบบการควบคุมทดแทน (Compensating Control) อย่างไรที่ผู้ตรวจสอบภายในจะยอมรับได้?

การแบ่งแยกหน้าที่ (Segregation of Duties) ด้านการจัดซื้อจัดจ้าง หากหน่วยงานมีบุคลากรจำกัดจนผู้ขอซื้อเป็นผู้ตรวจรับพัสดุเอง ก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านความโปร่งใส เราจะมีระบบการควบคุมทดแทนอย่างไรที่ผู้ตรวจสอบภายในจะยอมรับได้?

A

เมื่อมีข้อจำกัดด้านอัตรากำลังจนไม่สามารถแยกหน้าที่ระหว่าง “ผู้ขอซื้อ” กับ “ผู้ตรวจรับพัสดุ” ได้อย่างสมบูรณ์ แนวทางการวาง การควบคุมทดแทน (Compensating Control) ที่ผู้ตรวจสอบภายในและมาตรฐานการควบคุมภายในยอมรับได้ มีดังนี้

1. กำหนดเพดานวงเงินและเงื่อนไขที่อนุญาต 

  • จำกัดให้ทำได้เฉพาะการจัดซื้อจัดจ้าง วงเงินเล็กน้อย (เช่น ไม่เกิน 5,000–10,000 บาท) หรือกรณีจำเป็นเร่งด่วนเท่านั้น

  • หากเป็นพัสดุที่มีมูลค่าสูง ครุภัณฑ์ หรือมีความเสี่ยงสูง ต้อง กำหนดให้มีกรรมการตรวจรับจากหน่วยงานอื่นหรือแต่งตั้งเป็นรูปแบบคณะกรรมการ

2. การกำกับดูแลและสอบทานโดยผู้บังคับบัญชา 

  • ผู้บังคับบัญชาชั้นเหนือขึ้นไป (เช่น หัวหน้าภาควิชา / คณบดี / ผู้อำนวยการ) ต้องลงนามสอบทานและอนุมัติทั้งในขั้นตอนขอซื้อและหลังการตรวจรับ

  • จัดทำรายงานสรุปรายการจัดซื้อจัดจ้างประจำเดือน เสนอผู้บริหารเพื่อสอบทานความผิดปกติหรือความถี่ในการสั่งซื้อ

3. การบันทึกหลักฐานเชิงประจักษ์ 

  • บังคับให้แนบภาพถ่ายพัสดุที่มี Timestamp / แสดงจุดติดตั้งใช้งานจริง และบันทึกหมายเลขครุภัณฑ์/Serial Number ไว้อย่างชัดเจน

  • กรณีเป็นงานจ้างบริการหรืองานซ่อม ต้องมีภาพถ่ายเปรียบเทียบก่อน-หลัง หรือมีเอกสารส่งมอบงาน ที่ลงนามโดยผู้ใช้บริการปลายทาง

4. การดึงหน่วยงานกลางหรือบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นพยาน 

  • ให้หน่วยพัสดุกลาง คลังกลาง หรือเจ้าหน้าที่ธุรการส่วนกลางเป็นผู้ลงทะเบียนรับของเบื้องต้นก่อนส่งมอบให้ผู้ขอซื้อ

  • มีบุคคลที่สาม (เช่น เจ้าหน้าที่การเงิน หรือผู้ร่วมงานอื่น) ร่วมลงลายมือชื่อเป็น "พยานการรับมอบ" ในเอกสารตรวจรับ

5. การสุ่มตรวจหลังการจ่ายเงิน

  • หัวหน้าหน่วยงานหรือผู้รับผิดชอบงานพัสดุทำการสุ่มตรวจนับพัสดุจริงเป็นระยะ เพื่อยืนยันการมีอยู่จริงของพัสดุตามเอกสารเบิกจ่าย

ข้อสรุปที่ผู้ตรวจสอบภายในพิจารณา: การควบคุมต้องทำให้เกิด Audit Trail ที่ชัดเจน ตรวจสอบย้อนหลังได้ และลดโอกาสการสั่งซื้อพัสดุที่ไม่มีอยู่จริงหรือการใช้ประโยชน์ส่วนตน โดยต้องมีลายลักษณ์อักษรบันทึกเหตุผลความจำเป็นเรื่องข้อจำกัดด้านบุคลากรไว้ในแนวปฏิบัติของหน่วยงานด้วย

Qระบบการรับเรื่องร้องเรียน (Whistleblowing System) ของหน่วยตรวจสอบภายใน มจธ. มีมาตรการรักษาความลับของข้อมูลและจำกัดการเข้าถึงเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้อง (Role-based Access) อย่างไรเพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้แจ้งเบาะแส?

ระบบการรับเรื่องร้องเรียน (Whistleblowing System) ของหน่วยตรวจสอบภายใน มจธ. มีมาตรการรักษาความลับของข้อมูลและจำกัดการเข้าถึงเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้อง (Role-based Access) อย่างไรเพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้แจ้งเบาะแส?

A
การจำกัดสิทธิ์เข้าถึงเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้อง (Role-based Access Control - RBAC)
ระบบมีการจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงฐานข้อมูลและการมองเห็นเนื้อหาตามบทบาทหน้าที่ (Principle of Least Privilege) อย่างเคร่งครัด
สำหรับกรณีผู้แจ้งเบาะแสแบบไม่เปิดเผยตัวตน (Anonymous Submission)
  • No IP Logging Option: สำหรับช่องทางที่เป็น Anonymous ระบบจะถูกตั้งค่าไม่ให้บันทึกที่อยู่ไอพี (IP Address) หรือข้อมูล Metadata ของอุปกรณ์ (Device Fingerprint) ของผู้ส่ง เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่มี Log ใด ๆ ที่สามารถย้อนรอยกลับไปหาตัวผู้แจ้งเบาะแสได้
Qการติดตามสถานะคำขอ เมื่อส่งคำขอรับคำปรึกษาแล้ว จะสามารถติดตามสถานะคำขอและทราบระยะเวลาในการตอบกลับได้อย่างไร

เมื่อส่งคำขอรับคำปรึกษาแล้ว จะสามารถติดตามสถานะคำขอและทราบระยะเวลาในการตอบกลับได้อย่างไร

A

สามารถติดตามสถานะและรับคำปรึกษาจากหน่วยตรวจสอบภายใน มจธ. ได้ที่หน้าเว็บไซต์ แท็บ การบริการให้คำปรึกษา โดยมีเงื่อนไข สามารถติดตามและสอบถามสถานะคำขอได้โดยตรงผ่าน ช่องทาง Chat ในช่วงเวลาทำการ และคำตอบ/คำปรึกษาหน้าเพจ การบริการให้คำปรึกษา ของหน่วยงานตรวจสอบภายใน ระยะเวลาการตอบกลับจะได้รับคำตอบ/ข้อเสนอแนะเบื้องต้น ภายในวันทำการถัดไป นับจากวันที่ส่งคำขอ

Qการขอคำปรึกษาจากหน่วยตรวจสอบภายในก่อนเริ่มดำเนินโครงการหรือจัดทำกระบวนงานใหม่ได้หรือไม่ และควรขอคำปรึกษาล่วงหน้าอย่างไร

สามารถขอคำปรึกษาจากหน่วยตรวจสอบภายในก่อนเริ่มดำเนินโครงการหรือจัดทำกระบวนงานใหม่ได้หรือไม่ และควรขอคำปรึกษาล่วงหน้าอย่างไร

A

สามารถขอคำปรึกษาได้

หน่วยตรวจสอบภายใน มจธ. มีบทบาทหน้าที่หลักประการหนึ่งคือ "งานบริการให้คำปรึกษา (Consulting Services)" นอกเหนือจากงานตรวจสอบปฏิบัติตามระเบียบ (Compliance Audit) โดยผู้ตรวจสอบภายในสามารถเข้ามามีส่วนร่วมในฐานะ หุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Partner) หรือผู้สังเกตการณ์ เพื่อให้คำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับการออกแบบระบบการควบคุมภายใน การบริหารความเสี่ยง

ขั้นตอนและแนวทางการขอคำปรึกษาล่วงหน้า

เพื่อให้การขอคำปรึกษาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ควรดำเนินการตามขั้นตอนดังนี้

1. การเตรียมข้อมูลเบื้องต้นก่อนเข้าพบ/ส่งหนังสือ

  • สรุปวัตถุประสงค์และภาพรวมโครงการ/กระบวนงาน: วัตถุประสงค์คืออะไร งบประมาณเท่าใด ใครเป็นผู้รับผิดชอบหลัก

  • ร่างกระบวนการทำงาน (Draft Workflow / SOP) หรือร่างเอกสาร: ผังแสดงขั้นตอนการทำงาน ตั้งแต่จุดเริ่มต้นจนจบกระบวนการ

  • ประเด็นข้อสงสัยหรือความเสี่ยงที่กังวล: เช่น กังวลเรื่องแนวทางการเบิกจ่ายเงินค่าตอบแทนวิทยากร/ผู้เชี่ยวชาญ, ความเสี่ยงในการจัดซื้อจัดจ้างครุภัณฑ์เฉพาะทาง, หรือการกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ

2. ช่องทางการติดต่อขอคำปรึกษา

  • แบบเป็นทางการ (แนะนำสำหรับโครงการขนาดใหญ่/กระบวนงานใหม่ที่มีความซับซ้อน): ทำบันทึกข้อความ (Memo) จากหัวหน้าหน่วยงาน/ผู้รับผิดชอบโครงการ เรียน หัวหน้าหน่วยตรวจสอบภายใน มจธ. เพื่อขอความอนุเคราะห์ปรึกษาหารือหรือเชิญเข้าร่วมประชุมชี้แจงแนวทาง

  • แบบไม่เป็นทางการ (แนะนำสำหรับข้อหารือเฉพาะจุด/ระเบียบข้อบังคับ): ติดต่อประสานงานทางโทรศัพท์ อีเมล หรือเข้าพบทีมผู้ตรวจสอบภายใน มจธ. เพื่อสอบถามประเด็นข้อสงสัยเบื้องต้นก่อนจัดทำเอกสารจริง

3. ขอบเขตการให้คำปรึกษาของผู้ตรวจสอบภายใน (Audit Independence)

ข้อควรระวัง: ผู้ตรวจสอบภายในจะเป็นผู้ให้คำแนะนำ ข้อเสนอแนะ และชี้แนะกรอบระเบียบ/ความเสี่ยงเท่านั้น จะไม่เป็นผู้อนุมัติเอกสาร หรือลงนามตัดสินใจแทนผู้บริหาร/ผู้ดำเนินโครงการ เพื่อคงไว้ซึ่งความเป็นอิสระและความเที่ยงธรรม (Independence & Objectivity) ตามมาตรฐานการตรวจสอบภายใน

Qขอคำปรึกษาด้านการควบคุมภายในต้องเตรียมข้อมูลหรือเอกสารอะไรบ้างก่อนส่งคำขอ?

หากหน่วยงานต้องการขอคำปรึกษาด้านการควบคุมภายใน ต้องเตรียมข้อมูลหรือเอกสารอะไรบ้างก่อนส่งคำขอ?

A

การเตรียมข้อมูลและเอกสารสำหรับการประเมินการควบคุมภายใน (มักเป็นการจัดทำรายงานตามหลักเกณฑ์กระทรวงการคลังว่าด้วยมาตรฐานและหลักเกณฑ์ปฏิบัติการควบคุมภายในสำหรับหน่วยงานของรัฐ) ก่อนส่งคำขอหรือยื่นส่งรายงานต่อหน่วยงานกำกับดูแล/ผู้ตรวจสอบภายใน ควรจัดเตรียมเอกสารออกเป็น 4 หมวดสำคัญ ดังนี้

1. หมวดเชิงนโยบายและโครงสร้างการบริหาร (Context & Governance)

เอกสารที่แสดงถึงสภาพแวดล้อมการควบคุม (Control Environment) ของหน่วยงาน

  • โครงสร้างองค์กร (Org Chart): พร้อมการแบ่งงาน สายการบังคับบัญชา และกรอบอัตรากำลัง

  • คำสั่งมอบหมายงาน/คำสั่งแต่งตั้ง: คำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการ/คณะทำงานประเมินผลการควบคุมภายใน

  • คู่มือการปฏิบัติงาน (SOP): ของทุกภารกิจ/กระบวนการหลักที่มีการปรับปรุงล่าสุด

  • แผนยุทธศาสตร์ / แผนปฏิบัติการประจำปี: รวมถึงตัวชี้วัดความสำเร็จ (KPIs) ของหน่วยงาน

2. หมวดแบบรายงานการควบคุมภายใน (ตามแบบมาตรฐานกระทรวงการคลัง)

เอกสารแบบประเมินหลักที่ต้องกรอกข้อมูลเรียบร้อยและได้รับการอนุมัติจากผู้บริหาร

  • แบบ ปค. 1: หนังสือรับรองการประเมินผลการควบคุมภายใน (ลงนามโดยหัวหน้าหน่วยงาน)

  • แบบ ปค. 4: รายงานการประเมินองค์ประกอบของการควบคุมภายใน (ประเมินตามมาตรฐาน 5 ด้าน: สภาพแวดล้อม, การประเมินความเสี่ยง, กิจกรรมการควบคุม, สารสนเทศและการสื่อสาร, การติดตามประเมินผล)

  • แบบ ปค. 5: รายงานการประเมินผลการควบคุมภายในภาพรวมของหน่วยงาน (ระบุภารกิจตามกฎหมาย/แผนงาน, วัตถุประสงค์, ความเสี่ยงที่มีอยู่, กิจกรรมการควบคุมที่มี, ผลการประเมิน, และ แผนการปรับปรุงการควบคุมภายในเพิ่มเติม)

  • แบบ ติดตาม (ถ้ามี): รายงานการติดตามผลการปฏิบัติตามแผนการปรับปรุงการควบคุมภายในของปีงบประมาณที่ผ่านมา

3. หมวดการบริหารความเสี่ยง (Risk Management)

เอกสารที่แสดงว่าหน่วยงานมีการวิเคราะห์ความเสี่ยงที่สอดรับกับการควบคุมภายใน

  • ทะเบียนความเสี่ยง (Risk Register) ประจำปี: ที่ระบุความเสี่ยงด้านการดำเนินงาน การเงิน การปฏิบัติตามกฎหมาย และ IT

  • แผนบริหารความเสี่ยง (Risk Response Plan): รายละเอียดมาตรการจัดการความเสี่ยง

  • รายงานการติดตามผลการบริหารความเสี่ยง: ประจำไตรมาสหรือรอบ 6 เดือน/ปี

4. หมวดหลักฐานประกอบการทดสอบและการควบคุม (Supporting Evidence)

เอกสารเชิงประจักษ์เพื่อพิสูจน์ว่ามีการปฏิบัติตามระบบการควบคุมภายในจริง

  • รายงานการประชุม: รายงานการประชุมคณะกรรมการบริหาร/คณะทำงานฯ ที่มีการวาระพิจารณาเรื่องการควบคุมภายในและความเสี่ยง

  • เอกสารหลักฐานการควบคุมในกระบวนการทำงาน (Sample Walkthrough Evidence):

    • ด้านการเงิน/พัสดุ: ใบร้องขอ, ใบสั่งซื้อ/จ้าง, หลักฐานการตรวจรับ, รายงานการตรวจสอบพัสดุประจำปี

    • ด้านการปฏิบัติงาน: แบบฟอร์มการอนุมัติ/สอบทานงาน, รายงานผลการดำเนินงานตาม KPI

  • รายงานการตรวจสอบภายนอก/ภายในล่าสุด: เช่น รายงานจาก สตง., รายงานผู้ตรวจสอบภายใน เพื่อดูว่าได้แก้ไขประเด็นข้อตรวจพบหรือยัง

Checklists สรุปก่อนส่งคำขอ/รายงาน

  1. ผู้บริหารสูงสุดลงนามใน แบบ ปค.1 เรียบร้อยแล้ว

  2. ข้อมูลใน แบบ ปค.4 และ ปค.5 มีความสอดคล้องกันทุกจุด

  3. แผนการปรับปรุงใน แบบ ปค.5 มีการกำหนดผู้รับผิดชอบและกรอบเวลาเสร็จสิ้นที่ชัดเจน

  4. จัดเก็บไฟล์สแกน (PDF) และจัดชุดเอกสารฉบับจริงพร้อมแนบหลักฐานประกอบเข้าแฟ้มอย่างเป็นระบบ

Qการเชื่อมโยง Performance Audit กับ Performance Agreement

ขอสอบถามแนวทางการเชื่อมโยง Performance Audit กับ Performance Agreement ว่าควรมีการบูรณาการกันอย่างไร และหน่วยงานที่รับผิดชอบควรทำหน้าที่เป็นกลไกกลางในการเชื่อมโยงเป้าหมาย ตัวชี้วัด ผลการดำเนินงาน และผลการประเมิน เพื่อให้เกิดระบบติดตามและประเมินผลที่เป็นภาพเดียวกันหรือไม่?

A
การตรวจสอบผลการปฏิบัติงาน (Performance Audit)  กับ Performance Agreement
  • การตรวจสอบผลการปฏิบัติงาน (Performance Audit) หมายถึง การตรวจสอบอย่างเป็นอิสระต่อโครงการ (Program) หน้าที่งาน (Function) การดำเนินงาน (Operation) หรือระบบและขั้นตอนการบริหารจัดการของหน่วยงานภาครัฐหรือองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร เพื่อประเมินว่าหน่วยงานดังกล่าวบรรลุความประหยัด (Economy) ความมีประสิทธิภาพ (Efficiency) และความมีประสิทธิผล (Effectiveness) ในการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่หรือไม่
  • การตรวจสอบนี้มีความเป็นกลาง (Objective) และเป็นระบบ (Systematic) โดยทั่วไปจะใช้ระเบียบวิธีปฏิบัติที่มีโครงสร้างชัดเจนและได้รับการยอมรับในระดับวิชาชีพ
  • ทุกกระบวนการจำเป็นต้องมีการประเมินผลการปฏิบัติงาน (Each process needs performance appraisal) การประเมินผลการปฏิบัติงาน (Performance Appraisal) มีความสำคัญเนื่องจากช่วยให้องค์กรมีแนวทางที่เป็นระบบในการประเมินการทำงาน การสื่อสารและสะท้อนผลการทำงาน (Feedback) อย่างชัดเจน การเชื่อมโยงความพยายามของรายบุคคลให้สอดคล้องกับเป้าหมายทางธุรกิจ ตลอดจนใช้เป็นแนวทางในการตัดสินใจเกี่ยวกับการขึ้นเงินเดือน การเลื่อนตำแหน่ง และความจำเป็นในการฝึกอบรม
  • ข้อตกลงการปฏิบัติงาน (Performance Agreement) คือ แผนงานที่ชัดเจนหรือข้อตกลงที่มีผลผูกพันซึ่งกำหนดเป้าหมาย ภาระงาน และผลลัพธ์เฉพาะเจาะจงที่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลจะต้องทำให้สำเร็จโดยมุ่งเน้นที่ "ผลลัพธ์สุดท้าย (Final outcome)" มากกว่าวิธีการทำงาน
  • องค์ประกอบสำคัญของข้อตกลง (Key Parts of the Agreement):
  •      เป้าหมายที่ชัดเจน (Clear Goals): เป้าหมายเฉพาะเจาะจงที่สามารถวัดผลได้อย่างชัดเจนและง่ายดาย
  •      กรอบเวลา (Time Limits): วันที่หรือกำหนดเวลา (Deadline) ที่แน่นอนในการทำงานให้เสร็จสิ้น
  •      การสนับสนุนและกฎเกณฑ์ (Support and Rules): เครื่องมือ ทรัพยากร หรือความช่วยเหลือที่องค์กรหลักจะสนับสนุนให้
Qความชัดเจนในการประสานงานให้หน่วยงานเข้าร่วมกิจกรรมประชุมกลุ่มย่อย Performance Audit

จากที่หน่วยงานเข้าร่วมกิจกรรมเมื่อวันที่ 19 ส.ค.69 หน่วยงานไม่ได้รับการประสานงานว่าต้องเตรียมการนำเสนอ และไม่ได้รับแจ้งหัวข้อในการเข้าร่วมกิจกรรมที่ชัดเจน ทำให้ไม่ได้เตรียมจัดทำ presentation มา ต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ภายในระยะเวลาที่จำกัด

A
เรียน ผู้สอบถาม/ผู้เข้าร่วมประชุม/ผู้บริหารหน่วยงาน เรื่อง ขอเรียนชี้แจงการประสานงานและการเตรียมข้อมูลสำหรับกิจกรรมเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2569 หน่วยตรวจสอบภายใน ขอขอบคุณสำหรับข้อเสนอแนะ และขออภัยในความไม่สะดวกที่ทำให้ทางหน่วยงานต้องแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในการเตรียมการนำเสนอด้วยเวลาที่จำกัด อย่างไรก็ดี เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันถึงกระบวนการดำเนินงานที่ผ่านมา หน่วยตรวจสอบภายในขอเรียนชี้แจงลำดับการประสานงาน ดังนี้ค่ะ

          1. การดำเนินการตามมาตรฐานงานสารบรรณผ่านระบบ E-Office

               หน่วยตรวจสอบภายในได้ปฏิบัติตามนโยบาย และกระบวนการปฏิบัติงาน ที่มหาวิทยาลัยฯ กำหนด โดยจัดส่งเอกสารและประสานงานผ่านระบบ E-Office เป็นช่องทางหลักที่ทุกหน่วยงานใช้ร่วมกันด้วยความเข้าใจว่าทุกส่วนงานจะมีการติดตามและลงรับหนังสือผ่านช่องทางนี้เป็นปกติ ทางหน่วยตรวจสอบภายในจึงได้จัดส่งหนังสือแจ้งเวียนไปยังทุกหน่วยงานผ่านระบบ E-Office เมื่อประมาณวันที่ 4-5 สิงหาคม 2569 และได้มีการติดตามเฉพาะหน่วยงานที่ระบบแสดงว่ายังไม่ได้กดรับเรื่อง เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นการรบกวนหน่วยงานส่วนใหญ่ที่กดรับเรื่องในระบบเรียบร้อยแล้ว

          2. การแจ้งหัวข้อและรายละเอียดการเตรียมข้อมูล

                ต่อมาเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 หน่วยตรวจสอบภายในได้แจ้งเวียนหนังสือผ่านระบบ E-Office อีกครั้ง (อ้างอิงเลขที่เอกสาร อว.7601.1/236/2569) เพื่อขอความร่วมมือให้หน่วยงานเตรียมข้อมูลสำหรับร่วมหารือ โดยได้ระบุหัวข้อไว้อย่างชัดเจน 3 ประเด็น ได้แก่:

                 1) การนำความรู้และแนวทางที่ได้รับจากกิจกรรม Workshop ไปประยุกต์ใช้ในการจัดทำ Performance Agreement ของหน่วยงาน

                 2) ปัญหา อุปสรรค และข้อจำกัดที่พบในการจัดทำ Performance Agreement

                  3) ประเด็น ข้อคิดเห็น หรือแนวทางที่หน่วยงานประสงค์ขอรับคำปรึกษาหรือข้อเสนอแนะจากที่ปรึกษา เพื่อพัฒนาปรับปรุงแผนและตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน

         3. การลงรับเอกสารเข้าระบบของหน่วยงาน

               จากการตรวจสอบประวัติการลงรับเอกสารในระบบ E-Office พบว่า ทั้ง 11 หน่วยงานที่เข้าร่วมการประชุมกลุ่มย่อยในวันที่ 19 สิงหาคม 2569 ได้ดำเนินการลงรับเอกสารฉบับดังกล่าวในระบบครบถ้วนแล้ว ทางหน่วยตรวจสอบภายในจึงมิได้ประสานงานเพื่อติดตามเพิ่มเติมเป็นรายหน่วยงาน เนื่องจากพิจารณาว่าทุกหน่วยงานได้รับเอกสารชี้แจงแนวทางการเตรียมตัวเรียบร้อยแล้ว

              อย่างไรก็ตาม ทางหน่วยตรวจสอบภายในขอน้อมรับข้อสังเกตของท่าน และเข้าใจถึงความยุ่งยากที่เกิดขึ้น สำหรับการจัดกิจกรรมในครั้งต่อไป ทางเราจะพิจารณาเพิ่มช่องทางการแจ้งเตือน ควบคู่ไปกับการส่งเอกสารทาง E-Office เพื่อป้องกันการคลาดเคลื่อนของข้อมูล

ขอขอบคุณในความร่วมมืออย่างดียิ่งของท่านมา ณ โอกาสนี้

Qการค้นหาเอกสาร สามารถดาวน์โหลดคู่มือ ระเบียบ แบบฟอร์ม หรือแผนการตรวจสอบประจำปีได้จากหน้าใดของเว็บไซต์

สามารถดาวน์โหลดคู่มือ ระเบียบ แบบฟอร์ม หรือแผนการตรวจสอบประจำปีได้จากหน้าใดของเว็บไซต์

A
แผนการตรวจสอบภายใน หน่วยงานภายใน มจธ. ประจำปี 2569 สามารถดูได้ในหน้าหลัก หน้าแรก และสามารถค้นหากฎบัตรการตรวจสอบภายในได้จากเมนู เกี่ยวกับเรา ตลอดจนนโยบายการตรวจสอบในเมนู นโยบาย/ประกาศ ส่วนคู่มือ และแบบฟอร์ม *** อยู่ระหว่างการดำเนินการปรับปรุง *** ระเบียบฯ ต่าง ๆ ด้านการเงินของมหาวิทยาลัยฯ สามารถดูได้จากลิงค์ สำหรับอาจารย์และบุคลากร – สำนักงานคลัง มจธ.
Qความพร้อมและทักษะของทีมผู้ตรวจสอบภายในมีความรู้ความเข้าใจในเทคโนโลยี AI เพียงพอที่จะประเมินความเสี่ยงและตรวจสอบระบบ AI ของหน่วยรับตรวจหรือไม่ อย่างไร

ในมุมมองความพร้อมและทักษะของทีมผู้ตรวจสอบ (Capability & Upskilling) ทีมผู้ตรวจสอบภายในมีความรู้ความเข้าใจในเทคโนโลยี AI เพียงพอที่จะประเมินความเสี่ยงและตรวจสอบระบบ AI ของหน่วยรับตรวจหรือไม่? อย่างไร? และมีแผนการพัฒนาทักษะ (Upskill/Reskill) ด้าน AI Literacy และ Prompt Engineering สำหรับผู้ตรวจสอบภายในอย่างไร?

A

         ความพร้อม และขีดความสามารถในปัจจุบัน (Current Capability)

  • ระดับความรู้พื้นฐาน: ทีมผู้ตรวจสอบมีความรู้ด้านการกำกับดูแลเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Governance) และการควบคุมภายในพื้นฐาน โดยนำแนวปฏิบัติสากล (เช่น IIA AI Auditing Framework, NIST AI RMF หรือ ISO/IEC 42001) เข้ามาศึกษาเพื่อใช้วิเคราะห์ความเสี่ยงของระบบงานที่มี AI เข้ามาเกี่ยวข้อง

  • แนวทางการตรวจร่วม (Co-Sourcing/Expertise Leveraging): กรณีระบบงาน AI มีความซับซ้อนสูง (เช่น โมเดล Machine Learning หรือระบบประมวลผลอัตโนมัติเฉพาะทาง) หน่วยงานมีแนวทางประสานความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านของมหาวิทยาลัย (เช่น สำนักคอมพิวเตอร์ หรือคณะเทคโนโลยีสารสนเทศ) เพื่อร่วมประเมินความเสี่ยงด้านเทคนิคอย่างมีประสิทธิภาพ

    การพัฒนาทักษะด้านเทคโนโลยีดิจิทัล และปัญญาประดิษฐ์ (Digital & AI Literacy)

    • AI Governance & Auditing AI: เสริมสร้างความรู้ความเข้าใจในกรอบการตรวจสอบ AI (เช่น IIA AI Framework หรือ ISO/IEC 42001) เพื่อประเมินความเสี่ยงด้านอคติของข้อมูล (Data Bias), ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และ PDPA ในระบบงานต่าง ๆ

    • Prompt Engineering for Audit Support: ฝึกอบรมการใช้งาน Generative AI เป็นผู้ช่วยร่าง Audit Program, สรุปเกณฑ์ระเบียบ และวิเคราะห์ข้อสังเกตเบื้องต้น โดยยึดหลัก Data Privacy & Confidentiality อย่างเคร่งครัด

Qรายละเอียดช่องการติดต่อขอรับบริการ

หากหน่วยงานต้องการขอรับบริการตรวจสอบภายในหรือขอคำปรึกษา ต้องดำเนินการอย่างไร และติดต่อได้ที่ไหน

A

ช่องทางการติดต่อขอรับบริการหน่วยตรวจสอบภายใน มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) มีทั้งช่องทางขอรับบริการโดยตรงที่หน่วยตรวจสอบภายใน, โทรศัพท์, E-mail  และในหน้าเว็บไซต์ สามารถรับบริการสอบถาม ในหัวข้อ ถาม - ตอบ หรือช่องทาง Chat และช่องทางแจ้งเบาะแสหรือข้อร้องเรียนได้ รวมทั้งส่งข้อความสอบถาม ปรึกษาผ่านทาง Facebook ของหน่่วยตรวจสอบได้เช่นกัน

  • สถานที่ตั้ง: ชั้น 4 อาคารสำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (บางมด) เลขที่ 126 ถนนประชาอุทิศ แขวงบางมด เขตทุ่งครุ กรุงเทพฯ 10140

  • โทรศัพท์: 0-2470-8136

  • E-mail: internalaudit@kmutt.ac.th, internal.audit@mail.kmutt.ac.th

  • เว็บไซต์: https://internal-audit.kmutt.ac.th

  • Facebook: https://www.facebook.com/profile.php?id=100068254741056#
Qหน่วยตรวจสอบภายในมีหน้าที่และภารกิจอะไรบ้าง

ขอทราบบทบาทหน้าที่และภารกิจของหน่วยตรวจสอบภายใน

A
ตามพันธกิจของหน่วยตรวจสอบภายใน: สร้างความเชื่อมั่น และให้คำปรึกษา อย่างเที่ยงธรรม โปร่งใส และเป็นอิสระ มุ่งเน้นการประเมินและเสริมสร้างประสิทธิผลของระบบการกำกับดูแล การบริหารความเสี่ยง และการควบคุมภายใน เพื่อสนับสนุนการบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์เชิงกลยุทธ์อย่างโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และสอดคล้องกับกฎระเบียบ และมาตรฐานวิชาชีพ

บทบาทและหน้าที่หลัก (Core Functions)

  • งานบริการให้ความเชื่อมั่น (Assurance Services): ตรวจสอบและประเมินระบบการควบคุมภายใน กระบวนการบริหารความเสี่ยง และการกำกับดูแลกิจการที่ดีของหน่วยงานต่าง ๆ ภายในมหาวิทยาลัย

  • งานบริการให้คำปรึกษา (Consulting Services): ให้คำแนะนำเชิงรุกแก่หน่วยงานและผู้บริหารในการปรับปรุงกระบวนการทำงาน การควบคุมความเสี่ยง และการวางระบบควบคุมภายในที่มีประสิทธิผลโดยไม่เข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสียในการบริหารงาน

Qการติดตามผลการตรวจสอบและการปรับปรุงแก้ไขตามข้อเสนอแนะของหน่วยตรวจสอบภายใน จำเป็นต้องแก้ไขและปรับปรุงตามข้อเสนอแนะของผู้ตรวจสอบทุกข้อหรือไม่

A
ตามหลักปฏิบัติสากลของการตรวจสอบภายใน "หน่วยรับตรวจไม่จำเป็นต้องแก้ไขและปฏิบัติตามข้อเสนอแนะของผู้ตรวจสอบทุกข้อ 100% เสมอไป" แม้ผู้ตรวจสอบจะเสนอแนะแนวทางเพื่ออุดช่องโหว่และลดความเสี่ยงอย่างดีที่สุดแล้ว แต่ในบริบทของการบริหารจัดการจริง อำนาจการตัดสินใจขั้นสุดท้ายจะอยู่ที่ ผู้บริหารหน่วยรับตรวจ (Management) โดยมีหลักเกณฑ์และกระบวนการพิจารณาที่เกี่ยวข้องดังนี้ 1. เหตุผลที่หน่วยรับตรวจอาจพิจารณา "ไม่ทำตาม" ข้อเสนอแนะ • การยอมรับความเสี่ยง (Management Acceptance of Risk): ผู้บริหารอาจประเมินแล้วว่า ความเสี่ยงในประเด็นนั้นอยู่ในระดับที่ยอมรับได้ (Risk Appetite) หรือมองว่าต้นทุน ภาระงาน และทรัพยากรที่ต้องใช้ในการปรับปรุง (Cost of Control) นั้นสูงกว่าความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นหากปล่อยความเสี่ยงนี้ไว้ • มีระบบการควบคุมอื่นทดแทน (Compensating Controls): หน่วยงานอาจมีข้อจำกัดไม่สามารถทำตามวิธีที่ผู้ตรวจสอบเสนอแนะได้ แต่มีกระบวนการอื่นหรือเทคโนโลยีอื่นที่สามารถใช้ป้องกันและจัดการกับความเสี่ยงนั้นได้ในระดับที่น่าพอใจเช่นกัน • ข้อจำกัดเชิงปฏิบัติการ: เช่น มีข้อจำกัดทางเทคโนโลยีของระบบสารสนเทศ งบประมาณไม่เพียงพอ หรือนโยบายที่อยู่นอกเหนือขอบเขตอำนาจของหน่วยงานนั้น ๆ 2. บทบาทและการติดตามผลของผู้ตรวจสอบภายใน เมื่อผู้บริหารหน่วยรับตรวจตัดสินใจ "ไม่แก้ไข" หรือ "ขอปรับเปลี่ยนวิธีแก้ไขเป็นรูปแบบอื่น" ผู้ตรวจสอบภายในไม่ได้มีหน้าที่ไปบังคับหรือสั่งการให้ทำตาม แต่มีกระบวนการที่ต้องดำเนินการตามมาตรฐานดังนี้ • บันทึกเหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษร: ให้หน่วยรับตรวจทำบันทึกชี้แจงเหตุผลและข้อจำกัดที่ไม่สามารถปฏิบัติตามข้อเสนอแนะได้ พร้อมระบุความเสี่ยงที่ผู้บริหารยินยอมรับได้ • ประเมินระดับความเสี่ยงที่คงเหลือ (Residual Risk): ผู้ตรวจสอบมีหน้าที่ประเมินว่า เหตุผลที่ผู้บริหารหน่วยรับตรวจชี้แจงมานั้น สมเหตุสมผลหรือไม่ และระดับความเสี่ยงที่ผู้บริหารยอมรับนั้น "อยู่ในระดับที่องค์กรโดยรวมยอมรับได้จริงหรือไม่" • การยกระดับการรายงาน (Escalation): หากประเมินแล้วว่าการไม่แก้ไขนั้น ก่อให้เกิดความเสี่ยงสูงที่อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อองค์กรและผิดต่อกฎระเบียบสำคัญ (Unacceptable Risk) ผู้ตรวจสอบมีหน้าที่ต้องรายงานประเด็นนี้ให้ ผู้บริหารระดับสูงสุด หรือ คณะกรรมการตรวจสอบ (Audit Committee) ทราบ เพื่อให้เป็นผู้พิจารณาชี้ขาด ตัดสินใจ และรับผิดชอบต่อความเสี่ยงนั้นในระดับนโยบายต่อไป สรุปคือ: ข้อเสนอแนะของผู้ตรวจสอบเปรียบเสมือน "เข็มทิศและป้ายเตือน" ชี้ทางที่ปลอดภัย แต่คนควบคุมพวงมาลัยคือ "ผู้บริหารหน่วยปฏิบัติงาน" หากตัดสินใจจะไม่หลบหลุมหลบภัยตามที่เตือนต้องเป็นคนลงนามรับผิดชอบยอมรับความเสี่ยงนั้นเอง และตรวจสอบภายในมีหน้าที่สะท้อนข้อเท็จจริงนี้ให้ฝ่ายกำกับดูแลรับทราบ
Qเป็นไปได้หรือไม่ ที่หน่วยตรวจสอบภายใน มจธ.จะจัดทำวารสารที่เป็นสาระน่ารู้เกี่ยวกับการตรวจสอบภายในให้กับหน่วยรับตรวจใน มจธ.?

เป็นไปได้หรือไม่ ที่หน่วยตรวจสอบภายใน มจธ.จะจัดทำวารสารที่เป็นสาระน่ารู้เกี่ยวกับการตรวจสอบภายในให้กับหน่วยรับตรวจใน มจธ.?

A
เป็นไปได้แน่นอน และถือเป็นแนวคิดที่ยอดเยี่ยมมาก การจัดทำวารสารหรือจดหมายข่าว (Newsletter) เชิงให้ความรู้ ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยเปลี่ยนภาพลักษณ์ของหน่วยตรวจสอบภายในจากการเป็น "ผู้คอยจับผิด" ให้กลายเป็น "เพื่อนคู่คิดและผู้ให้คำปรึกษา" (Trusted Advisor) ซึ่งสอดคล้องกับแนวปฏิบัติการตรวจสอบภายในยุคใหม่ การสื่อสารเชิงรุกด้วยภาษาที่สุภาพ เป็นมิตร และมุ่งเน้นการสร้างความตระหนักรู้ จะช่วยลดกำแพงระหว่างผู้ตรวจสอบและหน่วยรับตรวจ ทำให้เกิดความร่วมมือที่ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ประโยชน์ของการมีวารสารตรวจสอบภายใน
  • ป้องกันปัญหาก่อนเกิด (Proactive Control): การให้ความรู้ล่วงหน้าช่วยลดข้อผิดพลาดซ้ำ ๆ ที่เกิดจากความไม่เข้าใจระบบงาน และระเบียบฯ ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง
  • สร้างมาตรฐานเดียวกันทั้งองค์กร: ช่วยให้หน่วยงานต่าง ๆ มองเห็นภาพรวม และเข้าใจวัตถุประสงค์ของระบบควบคุมภายในตรงกัน
  • สร้างคลังความรู้ (Knowledge Base): เป็นแหล่งอ้างอิงให้พนักงานใหม่หรือผู้ที่เพิ่งมารับผิดชอบงานนั้น ๆ
Qในยุคที่มหาวิทยาลัยปรับตัวสู่การเป็น Digital University หน่วยตรวจสอบภายในมีแนวทางประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของข้อมูลและระบบสารสนเทศอย่างไร?

ในยุคที่มหาวิทยาลัยปรับตัวสู่การเป็น Digital University หน่วยตรวจสอบภายในมีแนวทางประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของข้อมูลและระบบสารสนเทศอย่างไร?

A
เมื่อมหาวิทยาลัยปรับตัวสู่การเป็น Digital University อย่างเต็มรูปแบบ ความซับซ้อนของระบบสารสนเทศและปริมาณข้อมูลที่เพิ่มขึ้น ทำให้หน่วยตรวจสอบภายในต้องปรับกระบวนทัศน์การประเมินความเสี่ยง โดยอาศัยหลักการที่ยืดหยุ่นและบูรณาการการตรวจสอบเข้ากับโครงสร้างการกำกับดูแลขององค์กร แนวทางสำคัญที่หน่วยตรวจสอบภายในสามารถนำมาประยุกต์ใช้เพื่อประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัย มีดังนี้
  1. การประเมินโครงสร้างตามโมเดลสามสายงาน (Three Lines Model)
การบริหารความเสี่ยงด้านสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพต้องอาศัยการประสานงานที่ชัดเจนของบทบาทต่าง ๆ
  • สายงานที่หนึ่ง (ฝ่ายจัดการหรือหน่วยงานเจ้าของระบบ): ตรวจสอบว่าบุคลากรหน้างานเป็นเจ้าของและบริหารจัดการความเสี่ยงโดยตรง รวมถึงมีการออกแบบและดำเนินกระบวนการควบคุมระบบงานของตนเองอย่างรัดกุมหรือไม่
  • สายงานที่สอง (หน่วยงานเฉพาะทางด้านความปลอดภัย IT): ประเมินว่าฝ่าย IT ส่วนกลางหรือผู้เชี่ยวชาญ ได้ให้ความเชี่ยวชาญ สนับสนุน ติดตามผล และท้าทาย เพื่อยกระดับการบริหารความเสี่ยงของสายงานที่หนึ่งอย่างเพียงพอหรือไม่
  • สายงานที่สาม (ตรวจสอบภายใน): มีบทบาทให้ความเชื่อมั่นที่เป็นอิสระและเป็นกลางเกี่ยวกับประสิทธิผลของระบบความปลอดภัยโดยรวม นอกจากนี้ยังสามารถให้คำปรึกษาเชิงลึกโดยไม่ก้าวล่วงหน้าที่การตัดสินใจของฝ่ายจัดการ
  1. การประเมินธรรมาภิบาลข้อมูลและการจัดการสิทธิ์ (Data Governance & Access Control)
การปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของนักศึกษาและบุคลากรเป็นความเสี่ยงระดับสูง
  • เมทริกซ์การควบคุมการเข้าถึง (Access Control Matrix): ประเมินว่าระบบหลักมีการกำหนดสิทธิการเข้าถึงข้อมูลอย่างรัดกุมตามหลักความจำเป็น (Need-to-Know Basis) และมีการทบทวนสิทธิ์ของบุคลากรอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะเมื่อมีการโยกย้ายตำแหน่ง
  • การจัดชั้นความลับของข้อมูล (Data Classification): ตรวจสอบว่ามหาวิทยาลัยมีมาตรฐานในการแยกประเภทข้อมูล เพื่อกำหนดมาตรการเข้ารหัส (Encryption) หรือการป้องกันที่เข้มงวดแตกต่างกัน
  1. การสอบทานความปลอดภัยของเว็บไซต์และแพลตฟอร์ม
เว็บไซต์ของคณะหรือส่วนงานย่อยมักเป็นจุดเสี่ยงที่อาจถูกโจมตีทางไซเบอร์
  • การจัดการระบบบริหารจัดการเนื้อหา (CMS): ในกรณีที่ส่วนงานใช้แพลตฟอร์มอย่าง WordPress ต้องประเมินว่ามีนโยบายบังคับใช้อัปเดตเวอร์ชันของระบบหลัก ธีม และปลั๊กอิน (Plugins) ให้เป็นปัจจุบันอยู่เสมอ เพื่อปิดช่องโหว่ด้านความปลอดภัย
  • ความต่อเนื่องของระบบ (Business Continuity): ตรวจสอบแผนการสำรองข้อมูล (Backup) และการทดสอบกู้คืนระบบ ว่าสามารถทำให้บริการดิจิทัลของมหาวิทยาลัยกลับมาทำงานได้ตามระยะเวลาที่กำหนด (RTO) หรือไม่
  1. การประเมินแผนส่งเสริมความตระหนักรู้ด้านไซเบอร์ (Cybersecurity Awareness)
เทคโนโลยีที่ดีต้องควบคู่กับพฤติกรรมที่ปลอดภัยของผู้ใช้งาน
  • การสร้างวัฒนธรรมองค์กรอย่างสร้างสรรค์: ประเมินว่าองค์กรมีแนวทางสนับสนุนให้บุคลากรตระหนักรู้ถึงภัยคุกคามทางไซเบอร์ (เช่น อีเมลหลอกลวงหรือ Phishing) ด้วยภาษาที่สุภาพและให้กำลังใจ เพื่อให้เกิดความร่วมมืออย่างแท้จริง มากกว่าการบังคับใช้เชิงลงโทษ
ข้อสังเกตเพิ่มเติม: เพื่อลดความซ้ำซ้อนของการทำงาน หน่วยตรวจสอบภายในควรทำหน้าที่เป็น "ผู้ประสานการให้ความเชื่อมั่น" (Integrator of Assurance) โดยอาจใช้แผนผังการให้ความเชื่อมั่น (Assurance Map) เพื่อระบุว่าความเสี่ยงด้าน IT จุดใดบ้างที่ได้รับการดูแลจากผู้ตรวจสอบภายนอกหรือสายงานที่สองไปแล้ว  
Qมหาวิทยาลัยมีมาตรการป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) หรือการทุจริตเชิงระบบอย่างไร?

มหาวิทยาลัยมีมาตรการป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) หรือการทุจริตเชิงระบบอย่างไร?

A
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีมีการวางรากฐานเพื่อป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) และการทุจริตเชิงระบบ ผ่านกลไกที่สอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาลและการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ (ITA) โดยมีแนวทางและมาตรการสำคัญดังนี้
  1. การยึดหลักปฏิบัติด้านจรรยาบรรณองค์กร (Code of Conduct)
มจธ. ได้ประกาศใช้หลักจรรยาบรรณองค์กรมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 เพื่อเป็นมาตรฐานความประพฤติของประชาคม โดยมีการกำหนดข้อห้ามที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนไว้อย่างชัดเจน เช่น
  • ห้ามนำผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตน
  • ห้ามใช้ตำแหน่งหน้าที่ หรือชื่อเสียงของหน่วยงานไปเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตน รวมถึงการเรียกรับหรือยอมรับสินบน
  • ห้ามเปิดเผยความลับที่ได้จากการปฏิบัติหน้าที่เพื่อแสวงหาผลประโยชน์
  1. มาตรการส่งเสริมความโปร่งใส 7 ประการ (ITA Measures)
เพื่อตอบสนองต่อแนวทาง Integrity and Transparency มหาวิทยาลัยได้กำหนดมาตรการภายในเพื่อป้องกันการทุจริตอย่างเป็นระบบ ประกอบด้วย
  1. มาตรการการเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะ
  2. มาตรการให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีส่วนร่วม
  3. มาตรการส่งเสริมความโปร่งใสในการจัดซื้อจัดจ้าง
  4. มาตรการจัดการเรื่องร้องเรียนการทุจริต
  5. มาตรการป้องกันการรับสินบน
  6. มาตรการป้องกันความขัดแย้งทางด้านผลประโยชน์ (Conflict of Interest)
  7. มาตรการตรวจสอบการใช้ดุลพินิจในการปฏิบัติหน้าที่
  8. นโยบายงดรับของขวัญ (No Gift Policy)
มหาวิทยาลัยมีการประกาศนโยบาย "ไม่รับของขวัญและของกำนัลทุกชนิดจากการปฏิบัติหน้าที่" อย่างต่อเนื่องทุกปี เพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่โปร่งใส ตัดวงจรความเกรงใจที่อาจนำไปสู่ผลประโยชน์ทับซ้อน โดยกำหนดให้บุคลากรงดรับของขวัญทั้งก่อน ขณะ และหลังการปฏิบัติหน้าที่
  1. การบริหารความเสี่ยงและระบบควบคุมภายใน (Risk Assessment & Internal Controls)
ในระดับกระบวนการปฏิบัติงาน มีการออกแบบจุดควบคุมเพื่อลดโอกาสเกิดความขัดแย้งทางผลประโยชน์ โดยเฉพาะในส่วนงานที่มีความเสี่ยง เช่น งานพัสดุ งานบริหารงบประมาณ และงานวิชาการ โดยให้ความสำคัญกับ
  • การแบ่งแยกหน้าที่ (Segregation of Duties): จัดโครงสร้างกระบวนการอนุมัติและตรวจสอบไม่ให้เบ็ดเสร็จในบุคคลเดียว
  • การธรรมาภิบาลข้อมูล (Data Governance) และการจัดการสิทธิ์: มีการกำหนดสิทธิการเข้าถึงระบบข้อมูลสำคัญ (Access Control Matrix) อย่างรัดกุม เพื่อป้องกันการเข้าถึงหรือแก้ไขข้อมูลทางการเงินและงบประมาณโดยมิชอบ
  • การประเมินผลการดำเนินงานอย่างสม่ำเสมอ: ส่งเสริมให้เกิดการทบทวนและสอบทานการปฏิบัติงานอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้ระบบควบคุมภายในมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทการทำงาน
  1. กลไกการรับเรื่องร้องเรียน (Whistleblowing)
มจธ. มีช่องทางรับเรื่องร้องเรียนและรับฟังความคิดเห็น เพื่อให้บุคลากรหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสามารถแจ้งเบาะแสเมื่อพบเหตุการณ์ที่อาจเข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อนได้โดยตรง ทั้งนี้ กระบวนการจัดการข้อร้องเรียนถูกออกแบบมาเพื่อประสานงานให้ผู้บังคับบัญชาหรือส่วนงานที่เกี่ยวข้องรับทราบและหาแนวทางแก้ไขอย่างทันท่วงที กลไกทั้งหมดนี้ทำงานร่วมกันในลักษณะการควบคุมหลายชั้น (Multiple Lines of Defense) ทั้งการส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจในจรรยาบรรณ การวางระบบควบคุมภายในที่สามารถตรวจสอบได้ และการเปิดช่องทางรับแจ้งเหตุ เพื่อให้เกิดการพัฒนาองค์กรอย่างโปร่งใส  
Qหน่วยตรวจสอบภายในมีส่วนช่วยให้มหาวิทยาลัยรับมือกับความเสี่ยงใหม่ ๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อวิสัยทัศน์ได้อย่างไร?

หน่วยตรวจสอบภายในมีส่วนช่วยให้มหาวิทยาลัยรับมือกับความเสี่ยงใหม่ ๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อวิสัยทัศน์ได้อย่างไร?

A
ในยุคที่มหาวิทยาลัยต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว (VUCA World) ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีดิสรัปชัน (เช่น AI หรือ Cybersecurity) การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร หรือข้อจำกัดด้านงบประมาณ หน่วยตรวจสอบภายในได้ปรับเปลี่ยนบทบาทจากการเป็นเพียงผู้ตรวจสอบความถูกต้องในอดีตมาเป็นการมองไปข้างหน้า  และร่วมสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับองค์กร ผ่านกระบวนการสำคัญดังนี้
  • การประเมินความเสี่ยงอุบัติใหม่เชิงรุก (Proactive Emerging Risk Assessment) แทนที่จะตรวจสอบเฉพาะข้อผิดพลาดทางการเงินที่เกิดขึ้นไปแล้ว หน่วยตรวจสอบภายในยุคใหม่จะทำงานร่วมกับฝ่ายบริหารเพื่อระบุ "ความเสี่ยงใหม่ๆ" (Emerging Risks) ที่อาจส่งผลกระทบต่อยุทธศาสตร์ของมหาวิทยาลัย เช่น ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ความเสี่ยงจากระบบไอทีใหม่ หรือความเสี่ยงด้านชื่อเสียง จากนั้นจึงช่วยประเมินว่ามหาวิทยาลัยมีกลไกป้องกัน (Controls) ที่ดีพอหรือยังตั้งแต่เนิ่นๆ
  • การมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์และความคุ้มค่า (Performance Audit) นอกเหนือจากความถูกต้องตามกฎระเบียบ (Compliance) หน่วยตรวจสอบภายในยังเน้นการประเมินตามหลัก 4Es (Economy, Efficiency, Effectiveness, Equity) เพื่อดูว่าการใช้ทรัพยากรของมหาวิทยาลัยนั้น "คุ้มค่า" และ "ตอบโจทย์วิสัยทัศน์" หรือไม่ หากพบว่ากระบวนการใดล้าสมัยหรือสิ้นเปลือง ก็จะเสนอแนะแนวทางลดขั้นตอน (Lean Process) เพื่อให้องค์กรขับเคลื่อนได้เร็วขึ้น
  • การเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ "ปราการทั้ง 3 ด่าน" (Three Lines of Defense) หน่วยตรวจสอบภายใน (ด่านที่ 3) จะทำหน้าที่ประเมินและให้ความเชื่อมั่นอย่างเป็นอิสระ ว่าด่านที่ 1 (ผู้ปฏิบัติงาน) และด่านที่ 2 (หน่วยบริหารความเสี่ยง/กฎระเบียบ) ทำงานสอดประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ หากพบจุดอ่อน ก็จะสะท้อนข้อมูลให้ผู้บริหารระดับสูงและคณะกรรมการมหาวิทยาลัยทราบ เพื่อปรับปรุงทิศทางให้ทันเวลา
หน่วยตรวจสอบภายในไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อหาคนผิด แต่มีเป้าหมายเพื่อ "ชี้จุดบอด อุดช่องโหว่ และนำเสนอทางออก" เพื่อเป็นเข็มทิศและเบรกที่ปลอดภัย ช่วยให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยสามารถเร่งเครื่องขับเคลื่อนวิสัยทัศน์ไปข้างหน้าได้อย่างมั่นใจ และเติบโตอย่างยั่งยืนในยุคที่เต็มไปด้วยความเสี่ยงใหม่ๆ
Qการติดต่อกับหน่วยตรวจสอบภายใน

A
ชั้น 4 หน่วยตรวจสอบภายใน อาคารสำนักงานอธิการบดี เบอร์โทร: 02-470-8136
Qกฎ ระเบียบที่หน่วยตรวจสอบภายใน ยึดเป็นมาตรฐานการปฏิบัติงาน ประกอบด้วยอะไรบ้าง

A
  1. มาตรฐานการตรวจสอบภายในสากลฉบับใหม่ (Global Internal Audit Standards - GIAS 2024)
  2. พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561
  3. หลักเกณฑ์ปฏิบัติการตรวจสอบภายในสำหรับหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม  (กรมบัญชีกลาง)
  4. กฎบัตรการตรวจสอบภายใน มจธ. ฉบับปรับปรุงปีงบประมาณ พ.ศ. 2570